วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555



หลังจากที่ Samsung ได้เปิดตัว Samsung NC215 โน้ตบุ๊คพลังงานแสงอาทิตย์ในรัสเซีย แอฟริกา และอเมริกาเหนือ ล่าสุดทาง Samsung ได้เปิดตัว Samsung NC215 ในเกาหลีแล้ว โดย Samsung NC21 5 เป็น Notebook ขนาดเล็กหน้าจอ 10.1 นิ้ว ฝาปิดตรงด้านหน้ามีแผงโซลาร์เซล สำหรับรับพลังงานแสงอาทิตย์
 Samsung NC215 มีแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้นานถึง 14 ชั่วโมง และรองรับการรีชาร์จได้ถึง 1,000 ครั้ง หรือประมาณ 2-3 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากเทคโนโลยี Power Plus ของ Samsung
 สำหรับ Samsung NC215 ที่วางจำหน่ายในเกาหลี มีหน้าจอขนาด 10.1 นิ้ว ความละเอียด 1024 x 600 พิกเซล CPU ดูอัลคอร์โพรเซสเซอร์ Intel Atom N570 ความเร็ว 1.66GHz หน่วยความจำ DDR3 1GB และอาร์ดิสก์ขนาด 250GB ความเร็วรอบ 5400 RPM กราฟิกเป็น Intel Graphics เว็บแคม ตัวเครื่องมีความบาง  17.5 มิลลิเมตร และ น้ำหนัก 1.32 กิโลกรัม มีช่องใส่การ์ดหน่วยความจำ SD พอร์ต USB, Ehternet และไร้สาย Wi-Fi ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Windows 7 Starter Edition เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องใช้งานโน้ตบุ๊คนอกสถานที่ ส่วนราคาของ Samsung NC215 ในเกาหลีอยู่ที่ 600,000 วอน หรือประมาณ 16,500 บาท : 

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555


7 เหตุผลที่แอปเปิลต้องกังวล เมื่อไมโครซอฟท์คลอด “แท็บเล็ต”

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น


สื่อต่างประเทศพร้อมใจวิเคราะห์สถานการณ์ตลาดแท็บเล็ตโลกหลังจาก “สตีฟ บอลเมอร์” ซีอีโอไมโครซอฟท์เปิดตัวแท็บเล็ตนาม “เซอร์เฟซ (Surface)” ต่อหน้าสื่อมวลชนเมื่อวันจันทร์ที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น คำถามคือเดิมพันที่ไมโครซอฟท์ทุ่มสุดตัวครั้งนี้จะสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดแท็บเล็ตจากไอแพด (ipad) ของแอปเปิลได้หรือไม่ ปรากฏว่าขณะนี้มีการยก 7 เหตุผลที่แสดงว่าแอปเปิลอาจกังวลต่อแท็บเล็ตฝีมือการผลิตของไมโครซอฟท์ไม่มากก็น้อย แม้จะยังมีคำถามถึง 10 ข้อเกี่ยวกับเซอร์เฟซที่ไมโครซอฟท์ยังไม่ได้ตอบในขณะนี้

สตีเฟน แชปแมน (Stephen Chapman) นักเขียนแห่งสำนักซีดีเน็ต (ZDNet) วิเคราะห์เหตุผล 7 ข้อที่เกี่ยวข้องกับรากฐานความยิ่งใหญ่ซึ่งไมโครซอฟท์มีมาตลอดในวงการไอทีช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ความแข็งแกร่งของไมโครซอฟท์เหล่านี้ล้วนมีโอกาสช่วยให้เซอร์เฟซทำตลาดได้อย่างลื่นไหล ซึ่งแอปเปิลรู้ดีในจุดนี้

สิ่งแรกที่ซีอีโอแอปเปิลอย่างทิม คุค (Tim Cook) ไม่ได้มองข้ามคือตลาดองค์กร จุดนี้นักวิเคราะห์มองว่ามีโอกาสสูงมากที่แท็บเล็ตที่ไมโครซอฟท์พัฒนาเองอย่างเซอร์เฟซจะถูกองค์กรหน่วยงานบริษัทสั่งซื้อไปใช้จำนวนมากเป็นงวดใหญ่ โดยที่ผ่านมาแม้แอปเปิลจะครองสมรภูมิตลาดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคแบบไม่มีใครสงสัย แต่ก็ยังไม่สามารถหยั่งรากลึกในองค์กรธุรกิจเท่ากับไมโครซอฟท์

วันนี้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ยังเป็นระบบปฏิบัติการที่จำเป็นต่อซอฟต์แวร์ซึ่งติดตั้งในคอมพ์ตั้งโต๊ะในองค์กร ทั้งซอฟต์แวร์ด้านฐานข้อมูล, ซอฟต์แวร์งานเอกสาร, แอปพลิเคชันระบบงานในองค์กร รวมถึง middleware ที่องค์กรสร้างขึ้นมาใช้งานกันเองตามความต้องการที่แตกต่าง ทั้งหมดนี้แม้ไอแพด (iPad) และแท็บเล็ตแอนดรอยด์จะได้รับความนิยมมากเพียงไร แต่การไม่สามารถดึงแท็บเล็ตมาใช้กับระบบงานไอทีเหล่านี้แบบครบสูตรทำให้องค์กรยังไม่ดำเนินการสั่งซื้อแท็บเล็ตล็อตใหญ่เพื่อใช้งานในบริษัท เท่ากับหากเซอร์เฟซสามารถตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรธุรกิจได้ โอกาสที่เซอร์เฟซจะถูกชูให้เป็นอุปกรณ์สำนักงานพกพาในอนาคตย่อมมีสูงมาก

เหตุผลที่ 2 คือ ฐานนักพัฒนาที่ไมโครซอฟท์มีอยู่จำนวนมากทั่วโลก โดยเฉพาะนักพัฒนาในบริษัทซอฟต์แวร์รายใหญ่ จุดนี้เป็นข้อได้เปรียบเพราะไมโครซอฟท์มีโอกาสชนะศึกนี้ได้หากมีนักพัฒนาแอปพลิเคชันให้แก่เซอร์เฟซจำนวนมากพอ เนื่องจากแอปพลิเคชันนั้นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อแท็บเล็ต ซึ่งที่ผ่านมา แพลตฟอร์มอย่างไอโอเอส (iOS) ของแอปเปิลและแอนดรอยด์ (Android) ของกูเกิลล้วนมีสาวกจำนวนมากเพราะมีแอปพลิเคชันจำนวนหลักแสนให้ผู้บริโภคเลือกทั้งฟรีและมีค่าใช้จ่าย

อย่างไรก็ตาม วันนี้โลกมีเครื่องมือพัฒนาแอปพลิเคชันข้ามแพลตฟอร์มซึ่งทำให้การสร้างแอปพลิเคชันสำหรับระบบปฏิบัติการอื่นๆ นั้นทำได้ง่ายกว่าเดิม จุดแข็งนี้จึงอาจไม่ใช่ปัจจัยที่มีผลต่อการแข่งขันในตลาดแท็บเล็ตมากนัก แต่อย่างน้อยก็ทำให้ไมโครซอฟท์อุ่นใจได้ระดับหนึ่ง

เหตุผลที่ 3 คือ การรองรับระบบโทรทัศน์ในบ้าน (Home TV) ที่ผ่านมา การทำงานร่วมกับโทรทัศน์นั้นเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่ไมโครซอฟท์มีภาษีดีกว่าแอปเปิล เห็นได้ชัดจากความสำเร็จของเครื่องเกมเอ็กซ์บอกซ์ (Xbox) ซึ่งทำให้ไมโครซอฟท์สามารถแฝงตัวเข้าสู่ห้องนั่งเล่นในบ้านเรือนได้ในขณะที่แอปเปิลทำได้ด้อยกว่า 

วันนี้ไมโครซอฟท์พัฒนาแท็บเล็ตเซอร์เฟซให้สามารถส่งคอนเทนต์หลากหลายไปเล่นบนทีวีได้แบบไม่สะดุด ปูทางให้ครอบครัวอเมริกันหลายล้านครัวเรือนที่เป็นสมาชิกบริการออนไลน์กับไมโครซอฟท์ผ่านเอ็กซ์บอกซ์อยู่แล้ว สามารถซื้อแท็บเล็ตเพื่อรับบริการที่สะดวกกว่าเดิม ซึ่งตลาดผู้ใช้เอ็กซ์บอกซ์เดิมมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นกลุ่มตลาดที่สำคัญของเซอร์เฟซ

เหตุผลข้อ 4 คือ ความมุ่งมั่นในตลาดคอนซูเมอร์ ที่ผ่านมาไมโครซอฟท์มีประวัติความพยายาม “เป็นพิเศษ” หลายครั้งในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์สำหรับคอนซูเมอร์หรือผู้บริโภคทั่วไป เช่นเครื่องเล่นเพลงอย่าง Zune หรือโทรศัพท์มือถืออย่าง Kin แต่ทั้งหมดไมโครซอฟท์ยอมยกธงเลิกทำตลาดเพราะพิษขาดทุน และปล่อยให้แอปเปิลครองตลาดอย่างที่เป็นมาตลอด

สำหรับกรณีของเซอร์เฟซ นักวิเคราะห์มองว่ามีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จเหมือนที่เอ็กซ์บอกซ์ทำได้ ก่อนหน้านี้เอ็กซ์บอกซ์เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ทำให้ไมโครซอฟท์ขาดทุนต่อเนื่องหลายปี แต่ในที่สุดก็สามารถยืนหยัดในวงการเกมได้อย่างมั่นคง

เหตุผลข้อ 5 คือ นวัตกรรม ไมโครซอฟท์เป็นหนึ่งในบริษัทที่ถือครองสิทธิบัตรเทคโนโลยีมากที่สุดในโลก รองจากยักษ์ใหญ่สีฟ้าไอบีเอ็ม (IBM) ซึ่งแม้สิทธิบัตรเทคโนโลยีจะไม่ใช่นวัตกรรมทั้งหมด แต่จำนวนของสิทธิบัตรก็สะท้อนได้ว่าไมโครซอฟท์ลงเงินทุนและให้ความสำคัญต่อการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่มากเพียงไร ทั้งหมดนี้หล่อหลอมให้แท็บเล็ตของไมโครซอฟท์มีจุดขายที่น่าสนใจ ซึ่งไม่แน่ว่าเซอร์เฟซรุ่นใหม่ในอนาคตจะมีความน่าตื่นตามากกว่านี้

เหตุผลต่อมาคือ การต่อยอดกลยุทธ์ใหม่ของไมโครซอฟท์ ไมโครซอฟท์ถูกมองว่ากลยุทธ์หลักของบริษัทคือการเน้นจำหน่ายระบบปฏิบัติการวินโดวส์ให้คนทุกแบบหลายครั้ง แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไป ตลาดซื้อขายซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันนั้นเปลี่ยนไป ซึ่งเซอร์เฟซจะทำให้ตลาดวินโดวส์สามารถขยายขอบเขตจากองค์กรบริษัทสู่ครัวเรือนได้อย่างเป็นรูปธรรม

เหตุผลข้อสุดท้าย คือ ความผิดพลาดก่อนผู้เล่นรายอื่น ไม่ว่าไมโครซอฟท์จะล้มเหลวในตลาดสินค้าสำหรับผู้บริโภคอย่างไร แต่บริษัทก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้เล่นในตลาดแท็บเล็ตมายาวนานหลายสิบปี ความผิดพลาดที่ได้พบมาก่อนอาจจะเป็นจุดแข็งที่ทำให้ไมโครซอฟท์ไปได้ดีในตลาดแท็บเล็ตก็ได้

10 คำถามที่ยังคลุมเครือ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของเซอร์เฟซในขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนในหลายจุด เช่น ข้อมูลราคาจำหน่าย รวมถึงกำหนดการวางจำหน่าย เช่นเดียวกับเหตุผลที่ทำให้ไมโครซอฟท์ลงมือพัฒนาแท็บเล็ตเอง แทนที่จะเป็นการพัฒนาโดยฝีมือของพันธมิตรตามปกติ

ขณะเดียวกัน ยังไม่มีรายงานความเห็นใดๆ ของบรรดาพันธมิตรของไมโครซอฟท์ที่จำหน่ายแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการวินโดวส์ และต้องกลายเป็นคู่แข่งของไมโครซอฟท์ไปโดยปริยายเมื่อเซอร์เฟซแจ้งเกิด ขณะเดียวกัน แม้เซอร์เฟซจะถูกมองเป็น “iPad Killer” ที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นได้หรือไม่ แต่จุดยืนที่เซอร์เฟซมีต่อแท็บเล็ตแอนดรอยด์ก็ยังไม่ชัดเจนเช่นกัน 

นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์เองก็ยังไม่เคยเปิดเผยแผนทำงานร่วมกับเครื่องเกมเอ็กซ์บอกซ์ที่แน่นอน รวมถึงความสามารถในการรองรับเครือข่าย 4G ของเซอร์เฟซ ซึ่งไม่มีการระบุใดถึงความสามารถในการทำงานบนเครือข่ายข้อมูลไร้สายอย่าง 3G, 4G หรือ LTE

ที่สำคัญ อายุการใช้งานแบตเตอรี่นั้นยังไม่มีการกล่าวถึงในงานเปิดตัวเซอร์เฟซ ซึ่งหากคำถามเหล่านี้มีคำตอบที่ชัดเจนเมื่อไร เมื่อนั้นภาพการแข่งขันในตลาดแท็บเล็ตของไมโครซอฟท์ก็จะชัดเจนขึ้น

เกี่ยวกับ “เซอร์เฟซ”

หลังจากมีข่าวลือหนาหู ไมโครซอฟท์เปิดตัวแท็บเล็ตที่ตัวเองพัฒนาขึ้นทุกขั้นตอนเพื่อแข่งขันกับไอแพด (iPad) ในนาม “เซอร์เฟซ (Surface)” แย้มแผนวางตลาด 2 เวอร์ชัน ได้แก่รุ่นระบบปฏิบัติการ Windows 8 RT และระบบ Windows 8 Pro มาพร้อมขาตั้งซึ่งมีความบางเพียง 0.7 มม. เนียนเรียบไปกับตัวเครื่อง พร้อมปกกันรอยแม่เหล็กที่สามารถทำงานเป็นคีย์บอร์ดระบบสัมผัส หรือ touch keyboard ได้บนความหนาเพียง 3 มม.

เซอร์เฟซเวอร์ชัน Windows 8 RT นั้นจะใช้ชิปของ ARM ของเอ็นวิเดีย (NVidia) มีน้ำหนัก 676 กรัมบนความบาง 9.3 มม. ถือว่าหนักแต่บางกว่าไอแพดซึ่งหนัก 652 กรัมและบาง 9.4 มม. ตัวหน้าจอใช้จอภาพเทคโนโลยี ClearType HD ขนาด 10.6 นิ้ว มาพร้อมพอร์ต USB 2.0, Micro HD และ microSD

ขณะที่เวอร์ชัน Windows 8 Pro จะใช้ชิป Ivy Bridge ของอินเทล (รุ่น i5) มีน้ำหนัก 903 กรัม ตัวเครื่องหนา 13.5 มม. หน้าจอขนาด 10.6 นิ้ว เทคโนโลยี ClearType เช่นกัน มาพร้อมพอร์ต USB 3.0 และช่องต่อ microSD ยังมีพอร์ต Mini DisplayPort Video เพื่อให้ผู้ใช้สามารถส่งวิดีโอไปเล่นบนหน้าจอใหญ่อื่นๆ ได้เต็มตา

จุดที่น่าสนใจของเซอร์เฟซคือ การมาพร้อมเสารับสัญญาณ 2 ต้นอยู่ภายใน (2x2 MIMO) ซึ่งทำให้เซอร์เฟซสามารถจับสัญญาณ Wi-Fi ได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับแท็บเล็ตรุ่นอื่นในท้องตลาด โดยฝาหลังของเซอร์เฟซนั้น ไมโครซอฟท์เรียกว่าเป็นเคส VaporMG ที่สามารถแยกออกมาเป็นขาตั้งความบางเพียง 0.7 มม. ไม่เป็นภาระเพิ่มน้ำหนักหรือความหนาให้เครื่อง แต่สามารถรองรับน้ำหนักของเซอร์เฟซได้ไร้ที่ติ

ไมโครซอฟท์ไม่ลืมที่จะดึงปกกันรอยฝังแม่เหล็กมาเป็นอุปกรณ์เสริมของเซอร์เฟซ แต่ปกกันรอยนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อพับหรือม้วนตามที่เห็นในไอแพด เพราะปกกันรอยแม่เหล็กนี้สามารถทำงานเป็นคีย์บอร์ดระบบสัมผัส หรือ touch keyboard ได้ แถมยังมาพร้อมส่วน track pad ที่ผู้ใช้จะสามารถลากนิ้วเพื่อเลื่อนลูกศรหรือเคอร์เซอร์ได้เหมือนการใช้งานคอมพิวเตอร์เน็ตบุ๊ก ทั้งหมดนี้ตัวปกแม่เหล็กมีความหนาเพียง 3 มม.เท่านั้น

ไมโครซอฟท์ยังไม่เปิดเผยราคาหรือกำหนดการวางจำหน่าย ระบุเพียงว่า เวอร์ชัน Windows RT จะพร้อมจัดส่งในช่วงเวลาที่ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 พร้อมวางตลาด ขณะที่รุ่น Pro จะวางตลาด 3 เดือนหลังจากนั้น โดยเซอร์เฟซรุ่น RT จะมีขนาดหน่วยความจำให้เลือก 32GB และ 64GB คาดว่าจะมีราคาใกล้เคียงกับแท็บเล็ตทั่วไปในตลาด ขณะที่รุ่น Windows Pro จะมีหน่วยความจำ 64GB และ 128GB บนราคาขายที่ใกล้เคียงอัลตราบุ๊ก หรือคอมพิวเตอร์พกพาบางเฉียบ โดยทั้งหมดจะวางจำหน่ายที่ร้านค้าปลีกของไมโครซอฟท์ รวมถึงร้านออนไลน์

วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555


Samsung Galaxy S III หน้าจอขนาดใหญ่ 4.8 นิ้ว แบบ HD Super AMOLED Display ระบบประมวลผลแบบ Quad-core Processor และกล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซล
และนี่ก็คือ สเปคอย่างเป็นทางการ ของแอนดรอยด์โฟนระดับ High-end ที่หลายๆ คนรอคอย Samsung Galaxy S III(Samsung Galaxy S 3ซึ่งการออกแบบ Samsung Galaxy S III (Samsung Galaxy S 3) นั้น คล้ายคลึงกับ Samsung Galaxy Nexus ครับ โดยสเปคของ Samsung Galaxy S III (Samsung Galaxy S 3) เป็นดังนี้
- จอแสดงผลขนาด 4.8 นิ้ว แบบ HD Super AMOLED Display ความละเอียด 1280 x 720 พิกเซล
- ระบบประมวลผลแบบ Quad-core (Exynos 4 Quad) Processor ความละเอียด 1.4GHz
- ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.0 Ice Cream Sandwich
- หน่วยความจำ RAM ขนาด 1 GB
- หน่วยความจำภายในตัวเครื่อง ขนาด 16GB, 32GB และ 64GB
- กล้องด้านหน้า ความละเอียด 1.9 ล้านพิกเซล
- กล้องด้านหลัง ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อม LED Flash มีโหมดถ่ายภาพแบบต่อเนื่อง 3.3 ภาพต่อวินาที
- User Interface แบบ TouchWiz Nature UX
- รองรับเครือข่าย 3G และ 4G LTE , Bluetooth 4.0, Wi-Fi Direct, DLNA, MHL microUSB port
- รองรับเทคโนโลยี NFC
- ใช้ microSIM
- ตัวเครื่องหนา 8.6 มิลลิเมตร หนัก 133 กรัม
- แบตเตอรี่ความจุ 2100 mAh
- มี 2 สี ได้แก่ ขาว Marble white และ น้ำเงิน Pebble blue
การออกแบบ Samsung Galaxy S III (Samsung Galaxy S 3)
อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นว่า หน้าตาของ Samsung Galaxy S3 (III) คล้ายกับ Samsung Galaxy Nexus ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การออกแบบ รวมไปถึงขนาดหน้าจอ เพียงแต่ว่า Samsung Galaxy S III นั้น ยังมีปุ่ม Home แบบปุ่มกดจริงอยู่ ในขณะที่ Samsung Galaxy Nexus ไม่มีครับ
Samsung Galaxy S3 (III) สีน้ำเงิน Pebble blue
จากเดิม ดีไซน์ด้านหลังของ Samsung Galaxy S II นั้น จะเป็นพลาสติก ผิวขรุขระครับ แต่ Samsung Galaxy S III นั้น ได้มีการเปลี่ยนแปลงพื้นผิวใหม่ เป็นบอดี้แบบพลาสติกผิวมันวาวแทน ซึ่งพลาสติกบน Samsung Galaxy S3 (III) นั้น เป็นโพลีคาร์บอเนต ที่เคลือบผิวด้วย Hyperglaze ที่ผ่านขั้นตอนการเคลือบผิวด้วยเซรามิกนั่นเอง แน่นอนว่า คุณภาพนั้น ย่อมดีกว่าโพลีคาร์บอเนตอย่างแน่นอนครับ ซึ่งนอกจากจะมีน้ำหนักเบาแล้ว ยังแข็งแรงทนทานอีกด้วย
Samsung Galaxy S III (Samsung Galaxy S 3) สีขาว Marble white
สำหรับปุ่ม Home นั้น ยังคงเป็นปุ่มแบบ physical ซึ่งกดได้จริง ไม่ใช่ปุ่มแบบ capacitive หรือปุ่มเสมือนจริงครับ โดยการออกแบบปุ่ม Home บน Samsung Galaxy S III นั้น มีรูปร่างที่เพรียวบางกว่า Samsung Galaxy S II นอกจากนี้ไอคอน UI นั้น ยังเป็นแบบ 5 แถว ในขณะที่ Samsung Galaxy S II มีเพียงแค่ 4 แถว นั่นเป็นเพราะ Samsung Galaxy S IIIนั้น มีขนาดหน้าจอที่ใหญ่กว่านั่นเอง
กล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมฟีเจอร์มากมาย
ใครที่คาดหวังว่า Samsung Galaxy S III นั้น จะมีความละเอียดของกล้องดิจิตอลด้านหลังถึง 12 ล้านพิกเซล คงต้องผิดหวังไปตามๆ กันครับ เนื่องจาก Samsung Galaxy S III มีความละเอียดเซนเซอร์กล้องแค่ 8 ล้านพิกเซลเท่านั้น ซึ่งเป็นความละเอียดที่เท่ากับ Samsung Galaxy S II และ Samsung Galaxy Note นั่นเอง อย่างไรก็ดี กล้องดิจิตอลบน (Samsung Galaxy S 3) นั้น ได้พกฟีเจอร์ใหม่ๆ เข้ามามากมาย ดังนี้
- Zero shutter lag หมดห่วงเรื่องชัตเตอร์ช้า ชัดเตอร์ค้าง
- ใช้เวลาเปิดใช้งานกล้องไม่ถึง 1 วินาที
- Burst shot ถ่ายได้ 20 รูปในคราวเดียว
- โหมดถ่ายภาพรัวได้ 3.3 ภาพต่อวินาที หลังจากนั้นเลือกภาพที่ดีที่สุด
- กล้องด้านหน้า ถ่ายวิดีโอได้สูงสุดระดับ HD
- สามารถ capture ภาพไปพร้อมๆ กับการถ่ายวิดีโอ ในเวลาเดียวกันได้
- Video stabilisation ลดการสั่นไหวของภาพ
S Voice สั่งการด้วยเสียง
ในเมื่อ iOS มี Siri เป็นผู้ช่วยไปแล้ว ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์บนสมาร์ทโฟนซัมซุงอย่าง Samsung Galaxy S 3 (III) ก็มี S Voice เป็นเลขาเช่นกัน ซึ่งคุณสมบัติของ S Voice นั้น สามารถสั่งให้ Samsung Galaxy S 3 (III) เปิดแกลอรี่ภาพถ่าย หรือสั่งให้กดชัตเตอร์เอง โดยที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องสัมผัสปุ่มชัตเตอร์แต่อย่างใด
ถึงแม้ Samsung Galaxy S3 (III) (ซัมซุงกาแลคซี่เอส 3) จะไม่มีปุ่ม Shutter มาให้ แต่ผู้ใช้งานสามารถสั่งให้ชัตเตอร์ได้ ด้วยการใช้ S Voice นั่นเองครับ ถือว่า เป็นฟังก์ชั่นที่สะดวกมากเลยทีเดียว
S Voice รองรับทั้งหมด 8 ภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ​(สหรัฐอเมริกา), ภาษาอังกฤษ (สหราชอาณาจักร), ภาษาอิตาลี, ภาษาเยอรมัน, ภาษาเมดิเตอร์เรเนียน, ภาษาละติน, ภาษาสเปน และภาษาเกาหลี
S Beam ส่งภาพถ่ายหรือวิดีโอ
คงจะพอจำกันได้ กับฟีเจอร์ Android Beam บน Samsung Galaxy Nexus ซึ่งบน Samsung Galaxy S3 (III) นั้น ก็มีฟีเจอร์นี้เช่นกัน ซึ่งมีชื่อว่า S Beam ครับ โดยผู้ใช้งาน Samsung Galaxy S3 (III) (ซัมซุงกาแลคซี่เอส 3) สามารถส่งภาพ หรือวิดีโอ ผ่าน NFC หรือ WiFi Direct ได้ ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 300 Mbps
Eye-tracking ระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวของลูกตา
บ่อยครั้งที่ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน จำเป็นต้องสัมผัสหน้าจอบ่อยๆ เนื่องจากหน้าจอจะดับลงถ้าหากไม่มีการสัมผัสเกินเวลาที่กำหนดแต่บน Samsung Galaxy S 3(III) นั้น มีระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวของลูกตา ทำให้หน้าจอ Samsung Galaxy S3 (III) (ซัมซุงกาแลคซี่เอส 3) ไม่ปิด หรือสลัวลง ถ้าหากผู้ใช้งานยังคงมองหน้าจออยู่
Direct Call โทรออกได้ง่าย แค่ยกหู ไม่ต้องกดเบอร์
ในขณะที่ผู้ใช้งานกำลังพิมพ์ข้อความส่งไปหาบุคคลที่ 3 แต่เกิดเปลี่ยนใจอยากจะโทรไปหาแทน ก็ไม่ต้องกดปุ่ม หรือเบอร์โทรออกให้ยุ่งยากครับ เพราะ Samsung Galaxy S3 (III) (ซัมซุงกาแลคซี่เอส 3) สามารถให้ผู้ใช้งาน ทำการโทรออกได้ง่ายๆ เพียงแค่ยกแนบหู ระบบจะทำการโทรออกให้อัตโนมัติครับ
Buddy Photo Share แชร์รูปกับเพื่อนๆ ได้อย่างง่ายดาย
Samsung Galaxy S3 (III) (ซัมซุงกาแลคซี่เอส 3) มีฟีเจอร์ Buddy Photo Share สามารถจดจำ tag และแชร์รูปกับเพื่อนๆ หรือครอบครัวได้ด้วยเทคโนโลยีจดจำใบหน้า หรือ Face Recognition โดยที่ไม่ต้องนั่งกด tag ทีละรูปให้เสียเวลา
รองรับเครือข่าย 4G
เพิ่มประสิทธิภาพในการท่องโลกอินเทอร์เน็ตที่เร็วขึ้น ด้วยคุณสมบัติในการรองรับเครือข่าย 4G LTE ซึ่ง Samsung Galaxy S3 (III) จะจำหน่ายทั้งรุ่นที่รองรับ 3G เพียงอย่างเดียว และรุ่นที่รองรับ 4G LTE โดย Samsung Galaxy S III รุ่นรองรับเครือข่าย 4G LTE นั้น จะวางจำหน่ายในช่วงหน้าร้อนนี้ หรือประมาณเดือนกรกฏาคมนั่นเอง
ตารางเปรียบเทียบ ความแตกต่างระหว่าง Samsung Galaxy S II
และ Samsung Galaxy S3 III (ซัมซุงกาแลคซี่เอส 3)
รุ่น
Samsung Galaxy S II
Samsung Galaxy S III
เครือข่าย 2G
850/900/1800/1900 MHz
850/900/1800/1900 MHz
เครือข่าย 3G
850/900/1900/2100 MHz
850/900/1900/2100 MHz
เครือข่าย 4G LTE
ไม่รองรับ
รองรับ
ขนาด (สูงxกว้างxหนา)
125.3 x 66.1 x 8.49 มิลลิเมตร
136.6 x 70.6 x 8.6 มิลลิเมตร
น้ำหนัก
116 กรัม
133 กรัม
แบตเตอรี่
1650 mAh
2100 mAh
จอแสดงผล
จอแสดงผลกว้าง 4.3 นิ้ว แบบ Super AMOLED Plus Capacitive Touchscreen ความละเอียด 480x800 พิกเซล
จอแสดงผลกว้าง 4.8 นิ้ว แบบ HD Super AMOLED Capacitive Touchscreen ความละเอียด 720x1280 พิกเซล
หน่วยประมวลผล
Dual-Core ARM Cortex-A9 Processor ความเร็ว 1.2 GHz
Quad-Core ARM Cortex-A9 Processor ความเร็ว 1.4 GHz
ชิป
Exynos 4210 Chipset
Exynos 4212 Chipset
ระบบปฏิบัติการ
Android 2.3 Gingerbread
Android 4.0.3 Ice Cream Sandwich
GPU
Mali-400MP
Mali-400MP
RAM
1 GB
1 GB
หน่วยความจำภายใน
16 GB และ 32 GB
16 GB, 32 GB และ 64 GB
รองรับ microSD card
รองรับ
รองรับ
Wi-Fi
802.11 a/b/g/n
802.11 a/b/g/n
GPS
รองรับ
รองรับ
Bluetooth
เวอร์ชั่น 3.0
เวอร์ชั่น 4.0
กล้องด้านหน้า
ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล
ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล
กล้องด้านหลัง
ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล
ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล
ไฟแฟลช
LED Flash
LED Flash
Auto-focus
รองรับ
รองรับ
ถ่ายภาพเคลื่อนไหว
1080p
1080p

วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2555


มอเตอร์ดีซีไร้แปลงถ่าน Brushless DC Motor (BLDC)
อีซีมอเตอร์ (EC MOTOR-Electronically Commutated) เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าที่จัดแปลงกระแสไฟฟ้าโดยระบบอิเลกโตรนิก
จัดเป็นมอเตอร์ดีซีไร้แปลงถ่าน (Brushless DC Motor-BLDC)ชนิดหนึ่ง
                      
ในระบบทำความเย็นโดยทั่วไป นิยมใช้มอเตอร์แบบเชดเด็ดโพล (SHADED POLE) หรือที่เรียกสั้นๆว่า คิวมอเตอร์
เหตุที่นิยมก็เนื่องจากมีราคาถูก เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพต่ำมาก
            รูปมอเตอร์แบบเชดเด็ดโพล

              อีซีมอเตอร์ที่ผลิตอยู่ในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ เหมาะสมกับระบบเครื่องทำความเย็นที่จำเป็นต้องใช้อยู่ในจุดต่างๆ
              ข้อดีของอีซีมอเตอร์ พอกล่าวได้ดังนี้
              1. ประสิทธิภาพสูง เมื่อใช้ทดแทนมอเตอร์แบบเชดเด็ดโพล ที่ใช้กับคอนเด็นเซอร์ ประหยัดค่าไฟฟ้า คุ้มค่ากับการลงทุน
              2. อีซีมอเตอร์ บางรุ่นที่ใช้กับคอนเด็นเซอร์ จะหมุนกลับทางเมื่อคอมเพรสเซอร์หยุด ช่วยไล่ฝุ่นที่คอยล์
                  รูปแสดงเมื่อใช้ใบพัดลมขนาดต่างๆ  (กดที่นี่ เพื่อดูรายละเอียด)
              3. เมื่อใช้อีซีมอเตอร์ในชุดคอยล์เย็น ความร้อนที่เกิดจากตัวมอเตอร์ต่ำกว่า มอเตอร์แบบเชดเด็ดโพล คอมเพรสเซอร์
                  ทำงานน้อยลง ระบบโดยรวมยิ่งมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
              4. ความเร็วรอบของ อีซีมอเตอร์ คงที่ ไม่ผันแปรตามความต่างศักย์ไฟฟ้าเหมือน มอเตอร์แบบเชดเด็ดโพล การทำงานของ
                  ระบบสารทำความเย็นจึงเสถียรกว่า
              5. อีซีมอเตอร์บางรุ่น ถูกออกแบบให้มี่ความเร็วรอบคงที่มาก ไม่เกิดเสียงรบกวนเมื่อมีการใช้งานมอเตอร์หลายตัวพร้อมๆกัน









 โครงสร้างภายในมอเตอร์ แบบมีแปรงถ่าน (Brush Motor) และไม่มีแปรงถ่าน (Brushless Motor หรือที่เรียกกันว่า HubMotor)
โครงสร้างและส่วนประกอบหลักของมอเตอร์เกียร์แบบมีแปรงถ่าน (DCMotor 24V250W)DC Motor แบบมีเกียร์ จะช่วยให้ได้แรงบิดที่สูงขึ้น ควรเลือกเกียร์ที่เป็นเหล็ก จะดีกว่าเกียร์พลาสติกโครงสร้างของ HubMotor ด้านสายออกเมื่อถอดฝาออกมา ก็จะเห็นขดลวด และแม่เหล็กติดตรงขอบดุมล้อมากมาย มีสายไฟหลัก
เข้าขดลวดทั้ง 3 ชุด
โครงสร้างของ HubMotor อีกด้านหนึ่ง เมื่อถอดฝาออกมา ก็จะเห็นเซนเซอร์สนามแม่เหล็ก (Hall Sensor) จำนวน 3 ตัววางไกล้กันตามรูป บางรุ่นก็วางห่างกัน 120 องศา
      
        อ้าว!! แล้วเราจะเลือกมอเตอร์ อย่างไรล่ะขนาดเท่าไร กี่โวล์ท กี่วัตต์ รอบ และแรงบิดเท่าไรดี ถ้านึกถึงมอเตอร์ก็ดูหลักๆ 2 อย่างครับคือ
 แรงบิด  และความเร็วรอบ กล่าวคือเค้ามีสูตรอยู่ว่า...

         กำลัง (W) = 2 x Pi x ความเร็วรอบต่อวินาที (rps) x แรงบิด (n.m)

  แรงบิด คือ แรงที่เรากระทำให้วัตถุเคลือนที่จากจุดหมุนเป็นระยะเท่าไร ยกตัวอย่างนึกถึงการขันน็อต ที่จุดหมุนจะเกิดแรงบิด และเกิดแรงกระทำที่ปลายค้ามประแจดังรูป ซึ่งระยะห่างจากจุดหมุนไปถึงแนวแรงคือระยะ r ถ้าระยะนี้ยิ่งมากแรงบิดก็จะสูงเช่นกัน กลับมาถึงล้อรถจักรยานกัน ล้อจักรยานเกิดแรงบิดที่ศูนย์กลางของล้อหรือที่ฟรีสเตอร์นั่นเอง หากล้อมีขนาดใหญ่ขึ้นก็จะต้องใช้แรงบิดสูงขึ้นตามไปด้วย แรงบิดมีหลายหน่วย ที่เรียกกัน แต่ในที่นี้ขอใช้หน่วย n.m (นิวตัน.เมตร) กล่าวคือเป็นหน่วยของแรงผลัก ของแกนหมุนใดๆ ที่ผลักวัตถุให้เคลื่อนที่ เช่น 1 n.m คือแรงผลักวัตถุหนัก 1 นิวตัน ในรัศมี 1 เมตร (1 กก. เท่ากับ 9.8 นิวตัน) สูตรของแรงบิดคือ F (แรงต้านรวม) x r (รัศมีหรือระยะจากจุดหมุน)ซึ่ง F นั้นรวมถึงน้ำหนักโหลด แรงเสียดทาน แรงต้านจากอากาศ แรงต้านจากการหมุน เยอะเยอะ งง ไปหมด ซึ่งเด่วดูได้จากสูตร ผมสรุปและทำไว้เป็นไฟล์แล้ว (อ้างอิงมากจากคนอื่นเค้าอีกที) สรุปได้ว่ามอเตอร์หากมี "แรงบิดสูง" จะช่วยให้รับภาระได้มากด้วยนั่นเอง

  ความเร็วรอบ คือ ความเร็วรอบ
มอเตอร์ส่วนใหญ่คิดเป็น รอบต่อนาที (RPM) หากไม่ทดเกียร์ข้างใน ความเร็วรอบสูงมากว่า 3,000 รอบต่อนาที ซึ่งหากทดเกียร์แล้วความเร็วก็ลดลงมาตามสัดส่วนที่ระบุ ยกตัวอย่าง หากความเร็วรอบที่มอเตอร์ 3,850 รอบต่อนาทีและมีแรงบิด 1.1 n.m อัตราส่วนทดเกียร์ 9.78 : 1 ความเร็วรอบหลังจากทดแล้วจึงเหลือ 393 รอบต่อนาที ซึ่งแรงบิดที่ปลายเฟืองก็จะสูงขึ้นเช่นกัน คือ 10.8 n.m ความเร็วและแรงบิดนี้ เราสามารถนำไปคำนวณหาความเร็วและน้ำหนักบรรทุกของรถเราได้เลย ซึ่งแล้วแต่การทดเกียร์และขนาด วงล้อของแต่ละคันด้วย..

  ส่วนเรื่องใช้กี่วัตต์นั้นหากเราได้ความเร็วและแรงบิดตามต้องการแล้วก็จะได้ขนาดกำลังวัตต์เองครับ ส่วนกี่โวลท์นั้นก็แล้วแต่ผู้ใช้ครับหาก เช่นหากเลือกได้ 350W ถ้า 36V ก็ใช้แบต 3 ลูก และกินกระแสประมาณ 9.7A แต่หากเลือก 24V ก็ใช้แบต 2 ลูก กินกระแสประมาณ 14.5A ซึ่ง หากใช้แบตขนาด Ah เท่ากัน รุ่น 24V ไฟก็จะหมดก่อนเพราะกินกระแสสูงกว่า...

ชุดควบคุม HubMotor (Brushless)
   

ภาค Driver

  IC เบอร์ MC33033 เป็นไอซีสำเร็จรูปถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานกับมอเตอร์ไม่ใช้แปรงถ่าน (Brushless DC Motor) หรือ ที่เราเรียกกันว่า HubMotor การใช้งานหลักๆ ก็ดู DataSheet ก็จะเข้าใจดียิ่งขึ้นครับ หากกล่าวโดยสรุป
      ขา 4,5,6 เป็นขา Hall Sensor Encoder เข้า (สายเส้นเล็ก สีเหลือง เขียว และน้ำเงิน ที่ตัวมอเตอร์นั่นล่ะ)
      ขา 2,1,20 เป็นขาขับเกทชุด" บน" ของภาค Power Output
      ขา 15,16,17 เป็นขาขับเกทชุด "ล่าง" ของภาค Power Output
      ขา 9 เป็นขาต่อกับคั่นเร่ง
      ขา 14 เป็นไฟบวก 30V
      ขา 13 เป็นกราวด์
      ขา 13,18 เป็น Option (เดินหน้า/ถอยหลัง,เลือก Phase Encoder)
      ขา 19 เป็น Output Enable Active Low ต้องต่อลงกราวด์


ภาคขับ Gate Power Mosfet และ ภาค Power Output

   เนื่องจากแรงดันจากไอซี MC33033 ไม่สามารถขับเกทเพาเวอร์มอสเฟตทั้ง 6 ตัวได้ จึงต้องใช้ IC TLP250 ทำหน้าที่ขับขาเกทของเพาว์เวอร์มอสเฟท ทั้งหมดจำนวน 6 ตัวอย่างดังรูปด้านล่าง (ต้องสร้างวงจร IC TLP250 จำนวน 6 ชุดเพื่อขับเกททของเพาว์เวอร์มอสเฟท แต่ละตัวคือ Bottom Drive 3 ตัวและ Top Drive 3 ตัว  

  


รูปคลื่น Timming Diagram ของแต่ละองศาภาค Driver Gate Power Mosfet ใช้ IC Opto Couple เบอร์ TLP250
ภาค Power Output ใช้ PowerM osfet จำนวน 6 ตัวเพื่อควบคุมแต่ละเฟส
Timming Diagram รูปคลื่นของไอซี MC33033 แต่ละจุดเมื่อโรเตอร์มอเตอร์หมุนที่องศาที่แตกต่างกัน
    วงจรภาค Power Output ใช้เพาเวอร์มอสเฟท 6 ตัว (Top และ Bottom) เพื่อทำหน้าที่รับสัญญาณจากภาค Driver มาขับขดลวดของมอเตอร์ทั้ง 3 เฟส 
 
ตัวอย่างการทำงานของ HubMotor แม่เหล็ก 2 ชุดตัวอย่างการทำงานของ HubMotor แม่เหล็ก 4 ชุดภาพตัวอย่างสนามแม่เหล็กของ HubMotor ในขณะหมุน
   ตัวอย่างการทำงานของ Hubmotor แบบพื้นฐานแม่เหล็ก 2 ขั้ว คลิกที่รูป    ตัวอย่างการทำงานของ Hubmotor แบบแม่เหล็ก 4 ขั้ว คลิกที่รูป (หากมีขั้วแม่เหล็กมาก ก็จะมีขดลวดทองแดงมากเช่นกัน)  รูปจำลองสนามแม่เหล็ก ขณะมอเตอร์ทำงาน โดยความเข้มของสนามแม่เหล็กดูได้จากแถบสีมุมบนขวา

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2555

RAM


แรม (RAM)
RAM ย่อมาจากคำว่า Random-Access Memory เป็นหน่วยความจำของระบบ มีหน้าที่รับข้อมูลเพื่อส่งไปให้ CPU ประมวลผลจะต้องมีไฟเข้า Module ของ RAM ตลอดเวลา ซึ่งจะเป็น chip ที่เป็น IC ตัวเล็กๆ ถูก pack อยู่บนแผงวงจร หรือ Circuit Board เป็น moduleเทคโนโลยีของหน่วยความจำมีหลักการที่แตกแยกกันอย่างชัดเจน 2 เทคโนโลยี คือหน่วยความจำแบบ DDR หรือ Double Data Rate (DDR-SDRAM, DDR-SGRAM) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากเทคโนโลยีของหน่วยความจำแบบ SDRAM และ SGRAM และอีกหนึ่งคือหน่วยความจำแบบ Rambus ซึ่งเป็นหน่วยความจำที่มีแนวคิดบางส่วนต่างออกไปจากแบบอื่น


SDRAM

รูปแสดง SDRAM
อาจจะกล่าวได้ว่า SDRAM (Synchronous Dynamic Random Access Memory) นั้นเป็น Memory ที่เป็นเทคโนโลยีเก่าไปเสียแล้วสำหรับยุคปัจจุบัน เพราะเป็นการทำงานในช่วง Clock ขาขึ้นเท่านั้น นั้นก็คือ ใน1 รอบสัญญาณนาฬิกา จะทำงาน 1 ครั้ง ใช้ Module แบบ SIMM หรือ Single In-line Memory Module โดยที่ Module ชนิดนี้ จะรองรับ datapath 32 bit โดยทั้งสองด้านของ circuite board จะให้สัญญาณเดียวกัน

DDR - RAM



รูปแสดง DDR - SDRAM

หน่วยความจำแบบ DDR-SDRAM นี้พัฒนามาจากหน่วยความจำแบบ SDRAM เอเอ็มดีได้ทำการพัฒนาชิปเซตเองและให้บริษัทผู้ผลิตชิปเซตรายใหญ่อย่าง VIA, SiS และ ALi เป็นผู้พัฒนาชิปเซตให้ ปัจจุบันซีพียูของเอเอ็มดีนั้นมีประสิทธิภาพโดยรวมสูงแต่ยังคงมีปัญหาเรื่องความเสถียรอยู่บ้าง แต่ต่อมาเอเอ็มดีหันมาสนใจกับชิปเซตสำหรับซีพียูมากขึ้น ขณะที่ทางเอเอ็มดีพัฒนาชิปเซตเลือกให้ชิปเซต AMD 760 สนับสนุนการทำงานร่วมกับหน่วยความจำแบบ DDR เพราะหน่วยความจำแบบ DDR นี้ จัดเป็นเทคโนโลยีเปิดที่เกิดจากการร่วมมือกันพัฒนาของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเอเอ็มดี, ไมครอน, ซัมซุง, VIA, Infineon, ATi, NVIDIA รวมถึงบริษัทผู้ผลิตรายย่อยๆ อีกหลายDDR-SDRAM เป็นหน่วยความจำที่มีบทบาทสำคัญบนการ์ดแสดงผล 3 มิติ
ทางบริษัท nVidia ได้ผลิต GeForce ใช้คู่กับหน่วยความจำแบบ SDRAM แต่เกิดปัญหาคอขวดของหน่วยความจำในการส่งถ่ายข้อมูลทำให้ทาง nVidia หาเทคโนโลยีของหน่วยความจำใหม่มาทดแทนหน่วยความจำแบบ SDRAM โดยเปลี่ยนเป็นหน่วยความจำแบบ DDR-SDRAM การเปิดตัวของ GeForce ทำให้ได้พบกับ GPU ตัวแรกแล้ว และทำให้ได้รู้จักกับหน่วยความจำแบบ DDR-SDRAM เป็นครั้งแรกด้วย การที่ DDR-SDRAM สามารถเข้ามาแก้ปัญหาคอคอดของหน่วยความจำบนการ์ดแสดงผลได้ ส่งผลให้ DDR-SDRAM กลายมาเป็นมาตรฐานของหน่วยความจำที่ใช้กันบนการ์ด 3 มิติ ใช้ Module DIMM หรือ Dual In-line Memory Module โดย Module นี้เพิ่งจะกำเนิดมาไม่นานนัก มี datapath ถึง 64 bit โดยทั้งสองด้านของ circuite board จะให้สัญญาณที่ต่างกัน

Rambus

รูปแสดง Rambus

Rambus นั้นทางอินเทลเป็นผู้ที่ให้การสนับสนุนหลักมาตั้งแต่แรกแล้ว Rambus ยังมีพันธมิตรอีกเช่น คอมแพค, เอชพี, เนชันแนล เซมิคอนดักเตอร์, เอเซอร์ แลบอเรทอรีส์ ปัจจุบัน Rambus ถูกเรียกว่า RDRAM หรือ Rambus DRAM ซึ่งออกมาทั้งหมด 3 รุ่นคือ Base RDRAM, Concurrent RDRAM และ Direct RDRAM RDRAM แตกต่างไปจาก SDRAM เรื่องการออกแบบอินเทอร์-เฟซของหน่วยความจำ Rambus ใช้วิธีการจัด address การจัดเก็บและรับข้อมูลในแบบเดิม ในส่วนการปรับปรุงโอนย้ายถ่ายข้อมูล ระหว่าง RDRAM ไปยังชิปเซตให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีอัตราการส่งข้อมูลเป็น 4 เท่าของความเร็ว FSB ของตัว RAM คือ มี 4 ทิศทางในการรับส่งข้อมูล เช่น RAM มีความเร็ว BUS = 100 MHz คูณกับ 4 pipline จะเท่ากับ 400 MHz
วิธีการเพิ่มประสิทธิภาพในการขนถ่ายข้อมูลของ RDRAM นั้นก็คือ จะใช้อินเทอร์เฟซเล็ก ๆ ที่เรียกว่า Rambus Interface ซึ่งจะมีอยู่ที่ปลายทางทั้ง 2 ด้าน คือทั้งในตัวชิป RDRAM เอง และในตัวควบคุมหน่วยความจำ (Memory controller อยู่ในชิปเซต) เป็นตัวช่วยเพิ่มแบนด์วิดธ์ให้ โดย Rambus Interface นี้จะทำให้ RDRAM สามารถขนถ่ายข้อมูลได้สูงถึง 400 MHz DDR หรือ 800 เมกะเฮิรตซ์ เลยทีเดียว
แต่การที่มีความสามารถในการขนถ่ายข้อมูลสูง ก็เป็นผลร้ายเหมือนกัน เพราะทำให้มีความจำเป็นต้องมี Data path หรือทางผ่านข้อมูลมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อรองรับปริมาณการขนถ่ายข้อมูลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งนั่นก็ส่งผลให้ขนาดของ die บนตัวหน่วยความจำต้องกว้างขึ้น และก็ทำให้ต้นทุนของหน่วยความจำแบบ Rambus นี้ สูงขึ้นและแม้ว่า RDRAM จะมีการทำงานที่ 800 เมกะเฮิรตซ์ แต่เนื่องจากโครงสร้างของมันจะเป็นแบบ 16 บิต (2 ไบต์) ทำให้แบนด์วิดธ์ของหน่วยความจำชนิดนี้ มีค่าสูงสุดอยู่ที่ 1.6 กิกะไบต์ต่อวินาทีเท่านั้น (2 x 800 = 1600) ซึ่งก็เทียบเท่ากับ PC1600 ของหน่วยความจำแบบ DDR-SDRAM

สัญญาณนาฬิกา 

DDR-SDRAM จะมีพื้นฐานเหมือนกับ SDRAM ทั่วไปมีความถี่ของสัญญาณนาฬิกาเท่าเดิม (100 และ 133 เมกะเฮิรตซ์) เพียงแต่ว่า หน่วยความจำแบบ DDR นั้น จะสามารถขนถ่ายข้อมูลได้มากกว่าเดิมเป็น 2 เท่า เนื่องจากมันสามารถขนถ่ายข้อมูลได้ทั้งในขาขึ้นและขาลงของหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ในขณะที่หน่วยความจำแบบ SDRAM สามารถขนถ่ายข้อมูลได้เพียงขาขึ้นของรอบสัญญาณนาฬิกาเท่านั้น
ด้วยแนวคิดง่าย ๆ แต่สามารถเพิ่มแบนด์วิดธ์ได้เป็นสองเท่า และอาจจะได้พบกับหน่วยความจำแบบ DDR II ซึ่งก็จะเพิ่มแบนด์วิดธ์ขึ้นไปอีก 2 เท่า จากหน่วยความจำแบบ DDR (หรือเพิ่มแบนด์วิดธ์ไปอีก 4 เท่า เมื่อเทียบกับหน่วยความจำแบบ SDRAM) ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูง เพราะจะว่าไปแล้วก็คล้ายกับกรณีของ AGP ซึ่งพัฒนามาเป็น AGP 2X 4X และ AGP 8X
หน่วยความจำแบบ DDR จะใช้ไฟเพียง 2.5 โวลต์ แทนที่จะเป็น 3.3 โวลต์เหมือนกับ SDRAM ทำให้เหมาะที่จะใช้กับโน้ตบุ๊ก และด้วยการที่พัฒนามาจากพื้นฐานเดียว DDR-SDRAM จะมีความแตกต่างจาก SDRAM อย่างเห็นได้ชัดอยู่หลายจุด เริ่มตั้งแต่มีขาทั้งหมด 184 pin ในขณะที่ SDRAM จะมี 168 pin อีกทั้ง DDR-SDRAM ยังมีรูระหว่าง pin เพียงรูเดียว ในขณะที่ SDRAM จะมี 2 รู ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า DDR-SDRAM นั้น ไม่สามารถใส่ใน DIMM ของ SDRAM ได้ หรือต้องมี DIMM เฉพาะใช้ร่วมกันไม่ได้

การเรียกชื่อ RAM 

Rambus ซึ่งใช้เรียกชื่อรุ่นหน่วยความจำของตัวเองว่า PC600, PC700 และ ทำให้ DDR-SDRAM เปลี่ยนวิธีการเรียกชื่อหน่วยความจำไปเช่นกัน คือแทนที่จะเรียกตามความถี่ของหน่วยความจำว่าเป็น PC200 (PC100 DDR) หรือ PC266 (PC133 DDR) กลับเปลี่ยนเป็น PC1600 และ PC2100 ซึ่งชื่อนี้ก็มีที่มาจากอัตราการขนถ่ายข้อมูลสูงสุดที่หน่วยความจำรุ่นนั้นสามารถทำได้ ถ้าจะเปรียบเทียบกับหน่วยความจำแบบ SDRAM แล้ว PC1600 ก็คือ PC100 MHz DDR และ PC2100 ก็คือ PC133 MHz DDR เพราะหน่วยความจำที่มีบัส 64 บิต หรือ 8 ไบต์ และมีอัตราการขนถ่ายข้อมูล 1600 เมกะไบต์ต่อวินาที ก็จะต้องมีความถี่อยู่ที่ 200 เมกะเฮิรตซ์ (8 x 200 = 1600) หรือถ้ามีแบนด์วิดธ์ที่ 2100 เมกะไบต์ต่อวินาที ก็ต้องมีความถี่อยู่ที่ 266 เมกะเฮิรตซ์ (8 x 266 = 2100)

อนาคตของ RAM 

บริษัทผู้ผลิตชิปเซตส่วนใหญ่เริ่มหันมาให้ความสนใจกับหน่วยความจำแบบ DDR กันมากขึ้น อย่างเช่น VIA ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตชิปเซตรายใหญ่ของโลกจากไต้หวัน ก็เริ่มผลิตชิปเซตอย่าง VIA Apollo KT266 และ VIA Apollo KT133a ซึ่งเป็นชิปเซตสำหรับซีพียูในตระกูลแอธลอน และดูรอน (Socket A) รวมถึงกำหนดให้ VIA Apolle Pro 266 ซึ่งเป็นชิปเซตสำหรับเซลเลอรอน และเพนเทียม (Slot1, Socket 370) หันมาสนับสนุนการทำงานร่วมกับหน่วยความจำแบบ DDR-SDRAM แทนที่จะเป็น RDRAM

แนวโน้มที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดของทั้ง DDR II กับ RDRAM เวอร์ชันต่อไป เทคโนโลยี quard pump คือการอัดรอบเพิ่มเข้าไปเป็น 4 เท่า เหมือนกับในกรณีของ AGP ซึ่งนั่นจะทำให้ DDR II และ RDRAM เวอร์ชันต่อไป มีแบนด์-วิดธ์ที่สูงขึ้นกว่างปัจจุบันอีก 2 เท่า ในส่วนของ RDRAM นั้น การเพิ่มจำนวนสล็อตในหนึ่ง channel ก็น่าจะเป็นหนทางการพัฒนาที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งนั่นก็จะเป็นการเพิ่มแบนด์วิดธ์ของหน่วยความจำขึ้นอีกเป็นเท่าตัวเช่นกัน และทั้งหมดที่ว่ามานั้น คงจะพอรับประกันได้ว่า การต่อสู้ระหว่าง DDR และ Rambus คงยังไม่จบลงง่าย ๆ และหน่วยความจำแบบ DDR ยังไม่ได้เป็นผู้ชนะอย่างเด็ดขาด


ข้อมูลจาก www.dcomputer.com